TH

/

EN

เรียนรู้


ศึกษาประวัติศาสตร์ เบื้องหลังแนวคิดการออกแบบ รวมถึงรายละเอียดของเทคนิคที่ช่างฝีมือใช้สร้างสรรค์ผลงานจัดแสดงได้ที่นี่ โดยพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดินจัดเตรียมสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ ผ่านวิดิทัศน์ เอกสาร PDF ที่แยกตามหัวข้ออย่างละเอียด และอภิธานศัพท์ อธิบายความหมายของศัพท์เฉพาะทาง ซึ่งอ้างอิงข้อมูลโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญและช่างฝีมือสถาบันสิริกิติ์เอง

PDF

ศิลป์แผ่นดิน

Click to download PDF

สัปคับถมทอง

Click to download PDF

สัปคับจำหลักไม้

Click to download PDF

สัปคับคร่ำ

Click to download PDF

Index

Technical Terms


งานคร่ำเงิน คร่ำทอง คร่ำนาก


คือ การฝังเส้นเงิน เส้นทอง หรือเส้นนาก ลงบนเหล็ก โดยช่างฝีมือจะใช้สิ่วและค้อนสกัดพื้นเหล็กให้ขรุขระเป็นร่องไปมาในทิศทางต่างๆ เรียกว่า ‘สับเหล็ก’ จากนั้น ใช้เส้นทองคำบริสุทธิ์ที่รูดให้กลมจนมีขนาดเล็กเท่าเส้นผม ฝังลงบนแผ่นเหล็กที่สับไว้ สร้างสรรค์ลวดลายตามต้องการ หากใช้เส้นทองฝัง เรียกว่าคร่ำทอง หากใช้เส้นเงินฝัง เรียกว่า คร่ำเงิน หากใช้เส้นนากฝัง เรียกว่าคร่ำนาก โดยร่องขรุขระบนแผ่นเหล็กจะทำหน้าที่เหมือนหนามเตย เป็นตัวยึดเส้นทองคำให้อยู่บนแผ่นเหล็ก

สมัยโบราณ งานคร่ำนั้น มักใช้ตกแต่งบนอาวุธและข้าวของเครื่องใช้ อาทิ บนด้ามดาบหรือสันมีด และไม่นิยมทำเป็นภาชนะบรรจุของเหลว เนื่องจากต้องทำบนวัสดุที่เป็นเหล็ก ซึ่งเสี่ยงต่อการขึ้นสนิม และเพราะงานคร่ำเป็นเทคนิคที่ต้องทำบนแผ่นเหล็กนี้เอง จึงทำให้ช่างฝีมือที่จะฝึกงานคร่ำได้นั้น ต้องมีเหงื่อที่ไม่เค็มจนทำให้เหล็กเป็นสนิมโดยง่าย

ด้วยความซับซ้อนของเทคนิค และต้องอาศัยช่างฝีมือที่มีร่างกายเหมาะสมเพื่อฝึกฝน ทำให้งานคร่ำเงิน คร่ำทองนั้นเกือบสูญหายไปจากประเทศไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงรับสั่งกับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า ให้นายสมาน ไชยสุกุมาร ซึ่งเป็นช่างฝีมือเพียงไม่กี่คนที่เชี่ยวชาญงานคร่ำ มาสอนช่างฝีมือในสถาบันสิริกิตติ์ เพื่อสืบสานเทคนิคนี้ให้คงอยู่คู่แผ่นดินสืบไป



งานถมเงิน ถมทอง ถมตะทอง


คือ เทคนิคการตกแต่งบนเครื่องเงิน มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีหลักฐานตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเครื่องถมเป็นเครื่องราชบรรณาการที่ส่งไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส แต่เทคนิคนี้ มาเฟื่องฟูมากในสมัยรัตนโกสินทร์

เริ่มจากตีแผ่นเงิน ขึ้นรูปเป็นรูปร่างที่ต้องการ จากนั้นใช้สิ่วสลักร่องบนแผ่นเงินตามแบบร่าง ทำความสะอาดภาชนะด้วยกรดเจือจาง จากนั้น นำแท่งยาถมสีดำซึ่งมีส่วนผสมของเงิน ทองแดง ตะกั่วและกำมะถัน มาหลอมให้ละลายลงไปตามร่องสลัก รอให้เย็น ใช้ตะไบและกระดาษทรายขัดน้ำยาถมตามร่องให้ผิวเสมอกับเนื้อเงินส่วนที่ไม่ได้สลัก จะได้ภาชนะที่มีลวดลายหลักเป็นสีเงิน บนพื้นหลังสีดำ เรียกว่า เครื่องถมเงิน

หากต้องการทำให้เป็นเครื่องถมทอง นำทองคำบริสุทธิ์แผ่นเล็กๆ ผสมปรอท เพื่อทำ ‘ทองเปียก’ แล้วทาลงบนลวดลายที่ไม่ลงถม (ลวดลายสีเงิน) อังความร้อนให้ปรอทระเหิด ทำความสะอาด ขัดเงา จะได้ภาชนะที่มีลวดลายสีทองซึ่งมาแทนที่สีเงิน บนพื้นหลังสีดำของยาถมเช่นเดิม

ส่วนถมตะทอง คือเครื่องถมที่มีทั้งถมเงิน และถมทอง โดยจะตกแต่งทองคำเฉพาะที่

ความแตกต่างระหว่างถมทอง และคร่ำทอง ที่เห็นได้ชัดคือ เทคนิคถมทองจะทำบนสิ่งของที่ทำจากเงิน ส่วนเทคนิคคร่ำทอง จะทำบนสิ่งของที่ทำเหล็กเท่านั้น



งานถมเงินกลับด้าน


คือ เทคนิคการถมเงินที่สถาบันสิริกิตติ์คิดค้นขึ้นใหม่ เป็นการสลับตำแหน่งที่สลักและถมยาถม กล่าวคือ แทนที่จะสลักร่องตามเส้นร่าง กลับใช้สิ่วสลักร่องลงบนส่วนของลายหลัก และหลอมแท่งยาถมให้ละลายลงไปบนร่องนั้น ผลลัพธ์คือ จะได้ภาชนะที่มีลวดลายหลักเป็นสีดำของยาถม บนพื้นหลังสีเงิน ซึ่งตรงข้ามกับงานถมเงินแบบดั้งเดิม ที่จะสลักร่องลงไปบนส่วนที่ไม่ใช่ลายหลัก (ซึ่งก็คือร่องตามเส้นร่างของรูป) และหลอมยาถมตามร่องนั้น จะปรากฏเป็นภาชนะที่มีลวดลายหลักเป็นสีเงิน บนพื้นหลังสีดำของยาถม



งานตกแต่งปีกแมลงทับ


คือ การใช้ปีกแมลงทับมาผ่านกรรมวิธีเตรียมปีกให้แข็งแรง ไม่แห้งกรอบและเน่าเปื่อย นำมาตกแต่งด้วยการสานหรือสอดไปกับย่านลิเภา หรือประดับลงบนงานแกะสลักไม้ โดยแมลงทับที่นำมาใช้นั้น ต้องเป็นแมลงทับที่ทิ้งตัวตายตามธรรมชาติ เพราะทนทาน และให้สีสวยเหลือบเงาอย่างเป็นธรรมชาติ



งานแกะสลักไม้


คือ งานแกะสลักลวดลายลงไปบนเนื้อไม้ โดยงานแกะสลักไม้ของสถาบันสิริกิตติ์มี 2 ลักษณะคือ แกะเป็นภาพนูนบนเนื้อไม้ และแกะลอยตัว



งานเครื่องเงิน เครื่องทอง


คือ การนำแผ่นเงิน แผ่นทอง มาขึ้นรูปให้ได้สัดส่วนและอ่อนช้อยตามต้องการ